วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563

รองผู้ว่าฯททท.คนใหม่ประกาศเดินหน้าทำงานเชิงรุกด้านดิจิทัลหลังได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าฯททท.ด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา เตรียมเดินหน้างานด้านดิจิทัลเต็มรูปแบบ

 


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้มีการแต่งตั้งข้าราชการประจำปีในหลายตำแหน่งในส่วนของรองผู้ว่าฯททท.มีผู้เกษียณ และ1ในนั้น นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ ผอ.ภูมิภาคกลางได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการการท่องเที่ยวด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานที่สำคัญหน่วยงานหนึ่งในการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในยุคประเทศไทย4.0 ที่จะต้องใช้เทคโนโลยี่เข้ามาช่วยในการทำงานเพื่อทันกับยุคสมัยในปัจจุบัน โดยภายหลังได้รับประกาศแต่งตั้ง “นายอภิชัย”กล่าวถึงการที่จะต้องทำงานแบบเชิงรุกในการใช้เทคโนโลยี่ทุกด้าน เพราะภารกิจของตำแหน่งรองผู้ว่าฯด้านนี้ต้องดูแลงานด้านดิจิทัล แล้วยังรวมไปถึงงานด้านวิจัย และการพัฒนาควบคู่กันไป ซึ่งททท.มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถที่จะขับเคลื่อนงานด้านนี้อย่างเต็มที่ เพราะการท่องเที่ยวในปัจจุบันทุกคนสามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารหาแหล่งท่องเที่ยวได้สะดวกและรวดเร็วจากการใช้เทคโนโลยี่ โดยเฉพาะมือถือ หรือข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตและเว็ปต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่าในอดีต จึงเป็นยุคท่องเที่ยวใช้เทคโนโลยี่เข้ามาช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างง่ายดาย

 


รองผู้ว่าฯททท.ด้านดิจิทัลฯ กล่าวต่อไปว่า ตนพร้อมเดินหน้าทำงานในเชิงรุกด้านดิจิทัลให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างมิตรภาพและเครือข่ายกับกลุ่มคนไทยที่ใช้เทคโนโลยี่สมัยใหม่มาเป็นพลังท่องเที่ยวด้วยจิตอาสา เที่ยวแบบปลอดภัยและรักษาสุขภาพในสถานการณ์โควิด19 ที่เราจะต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตในการเดินทางท่องเที่ยวไปพร้อมกัน ซึ่งในองค์กรเราผู้นำขององค์กรผู้ว่าฯททท. “ดร.ยุทธศักดิ์  สุภสร” ท่านเป็นนักบริหารชั้นยอดอยู่แล้ว เพียงแต่ทีมงานหน่วยงานต่างๆที่รับผิดชอบร่วมกันทำงานขับเคลื่อนกันเป็นทีมเวิร์ค งานทุกอย่างก็จะไปได้ดี ผมเคยผ่านงานสำคัญ ๆในช่วงเป็นผู้อำนวยภูมิภาคภาคกลางฯ(มาหลายงานสำคัญ เช่น งาน  5ธันวา สะพานภูมิพล ทำเพื่อรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9,  งานเที่ยวตามฝันครั้งหนึ่งในชีวิต มอบให้กับผู้บำเพ็ญประโยชน์ที่มีรายได้น้อย เช่น กลุ่ม อสม. ,อพปร. ,อสส. อพม และรวมถึงงานศาสตร์พระราชาเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน  ซึ่งภารกิจด้านดิจิทัล ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการมาช่วยขับเคลื่อนการทำงานของหน่วยงานและยังสนับสนุนงานในส่วนของรัฐบาลได้อย่างเต็มที่

 


สำหรับนายอภิชัยฯ รองผู้ว่าฯททท.ด้านดิจิจัล วิจัย และพัฒนาฯเคยได้รับรางวัลผู้บริหารแห่งปี 2560(CEO Thailand Awards2017)จากพล.อ.พิจิตร  กุลละวาณิชย์ (องคมนตรีในรัชกาลที่ 9) และรางวัลคนดีเด่นแห่งปี 2562 จากมูลนิธิสร้างสรรค์สังคมไทย โดยชีวิตการทำงานเริ่มตั้งแต่พนักงานบริหารทั่วไป 3 งานประสานงานศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและผ่านงานทั้งด้านดูแลมัคคุเทศก์, หัวหน้างานอเมริกา(ฝ่ายตลาดต่างประเทศ),หัวหน้าส่งเสริมสินค้าที่ระลึก,หัวหน้าส่งเสริมสินค้าที่ระลึกและงานกองส่งเสริมกิจกรรมฯลฯ





วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ปู การะเวก เสกเพลงใหม่-ถ่ายMV “เสน่หาการะเวก”.. อ.อ๊อด วัดสายไหม ร่ายคาถาให้ดังๆปังๆ








ศิลปินนักร้องหนุ่มนิสัยดี ปู การะเวก หรือที่แฟนๆเพลงลูกทุ่งรู้จักกันดี ปู ปรีชา กลับมาอีกครั้งพร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่ตามความเชื่อ ได้ถ่ายทำ MV เพลงใหม่ “เสน่หาการะเวก” ผลงานเพลงของ โน๊ต อัศวา เรียบเรียงดนตรี โดย ขวัญ ภูเขียว

โดย MV ซิงเกิ้ล “เสน่หาการะเวก” ได้ยกกองไปถ่ายทำที่ วัดสายไหม ลำลูกกา ปทุมธานี ที่มีท่านเจ้าอาวาสชื่อดัง พระอาจารย์อ๊อด วัดสายไหม อนุเคาะห์สถานที่

ซึ่งเนื้อเรื่องละครใน MV “เสน่หาการะเวก” เป็นเรื่องราวของ “ลูกชายสัปปะเหร่อ ผู้ซื่อสัตย์ต่อความดี เพราะได้รับการอุปถัมป์จากพระอาจารย์อ๊อด จนถึงระดับอุดมศึกษา จึงไฝ่รู้ไฝ่เรียน ไม่เกเร มีงานอดิเรก คือการส่องพระ และบูชาวัตถุมงคล ช่วยดูแลงานให้หลวงพ่อ ทั้งสร้างศาลาต่างๆ จนหลวงพ่อเมตตา ให้เวทมนต์คาถา จนมีวิชาคงกระพันฟันแทงไม่เข้า แต่ไม่เคยคิดจะอวดอ้าง วิชาที่ตนมี แต่ก็ไม่วาย โดนเศรษฐี อุปถากวัด ผู้ที่นำเงินจากการโกง และสิ่งผิดกฎหมาย มาทำบุญสร้างโบสถ์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตนเอง จนลูกชายสัปปะเหร่อรู้ความจริง จึงพยายามเปิดเผย จนได้รับอันตราย” เรื่องราวจะดำเนินไปยังไงต่อ ต้องไปชม MVเต็มๆ ที่ “เสน่หาการะเวก” ได้ทาง YouTube

ภาพยนต์ MV “เสน่หาการะเวก” มีนักแสดงชื่อดังร่วมแสดงมากมาย อาทิ ชาลี คดีเด็ด หมู อมตะ ทีมตลกต๊ะติ๊งโหน่ง เอก เชิญยิ้ม และดารานักแสดง พระเอก เอก ปกรณ์ นางเอก ปภิชญา ประภาตนันท์ (เฟอรกี้) เบนซ์  ธงชัย มาเม่น 

ภาพยนต์ MV “เสน่หาการะเวก” อำนวยการผลิตโดย กบ ซาวด์ มี แฮง เรคคอร์ด กำกับภาพยนตร์โดย วัตร ราชวัตร บทภาพยนตร์ โน๊ต อัศวา ถ่ายทำโดย แจ็ค HD TV PRODUCTION 

ติดต่องานศิลปิน ปู การะเวก ได้ที่โทร. 0871153644 และ 0982738342 และได้ บ.888 มีเดีย เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ โดยบก.ตุ่น อินเตอร์ ดูแลประชาสัมพันธ์ 





วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2563

“SKYMED” เชิญชวนประกวดวาดภาพสีรักแม่ “MY BEST MOM” “แม่ที่ดีที่สุดสำหรับหนูเป็นอย่างไร”

 

SKYMED ชวนบอกรักแม่ด้วยกัน และเปิดโอกาสให้เด็กที่รักแม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการวาดภาพ เพื่อเข้าร่วมประกวดวาดภาพสีในหัวข้อ “MY BEST MOM” “แม่ที่ดีที่สุดสำหรับหนูเป็นอย่างไร”

 ประกาศเพื่อเป็นพระราชกุศล และชิงทุนการศึกษา ภายใต้โครงการประกวดวาดภาพสี โดยมีนาวาอากาศเอก(พิเศษ)คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ ประธานโครงการ เป็นผู้สนับสนุนรางวัล รวมมูลค่า 45,000 บาทในครั้งนี้เปิดรับสมัครประกวดภาพวาด ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 25 กันยายน 2563

 

ประกาศผลรางวัล ในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ทาง www.skymed.center และ www.facebook.com / SkyMedCenter

 

รับรางวัลในวันที่ 5 ตุลาคม 2563

 

สามารถส่งผลงาน และรับรางวัลได้ที่ “ฝ่ายบริหารโครงการ ชั้น 10 เลขที่ 86 อาคารวินวินทาวเวอร์ ถนนรัชดาภิเษก แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 หรือทาง Email: Skymed.project@gmail.com

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เพราะพลาสติกไม่ใช่ผู้ร้าย! เปิดธุรกิจทำพลาสติกให้กลายเป็นพระเอกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

พลาสติกเป็นวัสดุที่มีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวันของเราในปัจจุบัน ข้าวของเครื่องใช้สิ่งรอบตัวล้วนแล้วแต่ทำมาจากพลาสติก แต่ในขณะเดียวกันก็มีการรณรงค์ลดการใช้พลาสติกมากขึ้น จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้องดการให้ถุงพลาสติกแก่ลูกค้าแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าจะทำให้พลาสติกกลายเป็นของที่ไม่ควรใช้ แต่กลับกลายเป็นของที่สามารถทำเงินได้ต่างหาก

 

คุณเอ้ - สักก์ นภินธากร แม้จะเป็นกัปตันสายการบินที่มีรายได้และความมั่นคงสูงอยู่แล้ว แต่ก็ยังมองหาอาชีพเสริมเพื่อรองรับหลังเกษียณ จนเห็นช่องทางของธุรกิจพลาสติกรีไซเคิล เริ่มจากการขับรถปิ๊กอัพตระเวนรับซื้อขวดพลาสติกแบบซาเล้ง จนกระทั่งมาเจอกับพาร์ทเนอร์เจ้าของโรงงานพลาสติก และร่วมกันสร้างอาณาจักรรีไซเคิล โดยเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม จนกลายเป็นโรงงานรีไซเคิลพลาสติกโรงเดียวและใหญ่ที่สุดในชลบุรี มีศักยภาพการซื้อขาย 3,000 ตันต่อเดือน หรือ 36,000 ตันต่อปี

 บริษัทในเครือ พี.บี. ประกอบธุรกิจซื้อขายพลาสติกรีไซเคิลแบบครบวงจร ทั้งรับซื้อ จำหน่าย บด หลอม แยกประเภท แยกสี ฉีดขึ้นรูป ทำพลาสติกรีไซเคิล โดยมีกัปตันเอ้ควบตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโส ทำหน้าที่บริหารจัดการ การตลาด ประชาสัมพันธ์ และยังเป็นที่ปรึกษากฎหมายด้วย

 “ผมเริ่มจากการซื้อกระดาษไปขายที่โรงอัด จนไปเจอพาร์ทเนอร์คุณภัคนล บุญนาคม ที่ทำพลาสติกอยู่แล้ว เราก็มาจับมือกัน เปลี่ยนจากกระดาษเป็นพลาสติกจนกลายเป็นโรงงานมาถึงปัจจุบัน 5 ปีแล้ว  สมัยก่อนรอบโรงงานที่พนัสนิคมสกปรกมาก คนทิ้งทุกอย่างหมด ทั้งขวด ถุงพลาสติก พอเรามาตั้งโรงงานเรารับซื้อขยะหมดเลย ให้ราคาสูงด้วย แทนที่คนจะไปหาเงินจากที่อื่น เขาก็แค่เก็บขวด พลาสติกมาขายให้เรา

 พอเริ่มทำก็เหมือน CSR ให้กับบริษัท คนก็เริ่มเก็บมาขายเยอะ จนรอบโรงงานสะอาดหมดจด ชุมชนสะอาดขึ้น เพราะขยะเกลี้ยง ก็ win-win แทนที่เราจะไปรับซื้อจากที่อื่น ชาวบ้านก็รู้สึกว่าขยะทำเงินได้ เราก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกัน โรงงานเรามีความสุข ชาวบ้านก็มีความสุข”

 

เรียกได้ว่า บริษัทในเครือ พี.บี. เป็นธุรกิจสีเขียวที่มีหลักการที่คำนึงถึงความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ธุรกิจที่ทำให้สิ่งแวดล้อมด้วย ทำให้ชุมชนมีงาน เพราะชาวบ้านช่วยกันเก็บขยะมาขายและยังขยายไปถึงชุมชนอื่นๆ เป็นธุรกิจที่ทำขยะให้เป็นเงิน เพราะขยะสร้างคุณค่าในตัวของมันเองและทำเงินได้ 

 “ทุกวันนี้เราแยกขยะกันผิดวิธี คนเก็บขยะเอาพลาสติกที่ขายได้ไปขาย แต่พลาสติกที่นำไปรีไซเคิลได้มีหลายชนิด แต่เขาเอาไปฝังกลบหมด พลาสติกมีอายุ 450 ล้านปีกว่าจะย่อยสลาย เอาไปฝังกลบ แทนที่จะเอาไปรีไซเคิลและเอาไปใช้ต่อได้”

 “เป้าหมายในอนาคตคือทำโรงฉีด และมีโปรดักต์สินค้าพลาสติกเป็นของตัวเอง และเพิ่มศักยภาพของเราเองที่จะขอซื้อขยะพลาสติกให้มากที่สุด แทนที่จะเอาไปฝังกลบเพื่อที่ต้นทุนจะได้ต่ำ และเราจะขายราคาต่ำ เพื่อที่ผู้บริโภคจะได้เข้าถึงพลาสติกหลายๆอย่างได้ แล้วไม่มองว่าพลาสติกเป็นผู้ร้าย ผู้ร้ายไม่ใช่พลาสติก แต่คือพฤติกรรมเห็นแก่ตัวมักง่ายของคน เราอยากเปลี่ยนแนวความคิดของคน” คุณเอ้กล่าวปิดท้าย

 

 

อากาศสะอาดสดใสมั่นใจ ในแบล็คแคนยอน ด้วย GenPure+

 

วันนี้ คุณประวิทย์ จิตนราพงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัดได้รับมอบเครื่องฟอกอากาศ GenPure+ แบบฆ่าเชื้อไวรัส จาก คุณ นัทธี อินต๊ะเสน กรรมการผู้จัดการบริษัท Vip Mediz จำกัด  โดยมี ศ. ดร. นพ. วิปร วิประกษิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเชื้อไวรัสโควิด-19 ในการติดตั้ง เครื่อง GenPure+ (Gen Pure Plus) เพื่อฟอกอากาศแบบฆ่าเชื้อไวรัสสาขาต้นแบบแห่งแรกของแบล็คแคนยอน ณ กระทรวงสาธารณสุข

 เครื่อง GenPure+ นี้ มีความพิเศษสามารถฟอกอนุภาคที่ลอยอยู่ในอากาศขนาดเพียง 0.3 ไมครอนได้ทั้งหมด 99.99% ขจัดฝุ่นพิษ PM 2.5 และมีระบบ UV Sterilizer เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขจัดเชื้อโรครวมทั้งเชื้อไวรัสในอากาศ รวมทั้งสารก่อภูมิแพ้ได้อย่างมีประสิทฺธิภาพ

 

จุดประสงค์ในการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศแบบฆ่าเชื้อไวรัสนี้ เพื่อสร้างความสร้างมั่นใจและสุขอนามัยแก่ผู้มาใช้บริการของแบล็คแคนยอนให้รู้สึกปลอดภัยในการสูดลมหายใจจากอากาศที่บริสุทธิ์ ปราศจากไวรัสและฝุ่นพิษ PM2.5


วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ฝ่ายป้องกันและปราบปราม สน.คันนายาว บุกตรวจปาร์ตี้เล้าจ์ดังย่านสายไหม เปิดเกินเวลาเย้ยกฎหมาย รวบ 17 คน เจอฉี่ม่วง 10 คน พร้อมยาเสพติด

 


เมื่อวันนี้  7 ส.ค.2563  พ.ต.อ.วาสุเทพ คงกล่อมผกก.สน.คันนายาว พ.ต.ท.นิรุชพล โยธามาตย์ รองผกก.ป.ฯ  พ.ต.ต.สวภณ คะอังกุ สวป.ฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ร่วมแถลงข่าวจับกุม เจ้าของผับแอนด์คอกเทลเล้าจ์ ย่านเขตสายไหม และนักท่องเที่ยว 16 คน โดยหนึ่งในนักท่องเที่ยวยังพบยาเสพติดประเภทยาเคอีกด้วย

 พ.ต.อ.วาสุเทพ กล่าวว่า การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจาก ทาง สน.คันนายาว ร่วมกับสำนักงานเขตสายไหม นำโดยนายยอดขวัญ จุณณะปิยะ ผู้อำนวยการเขตสายไหม และเจ้าหน้าที่ทหารจาก มทบ.11 นำกำลังตรวจสอบร้าน MY SECRET   ถ.สุขาภิบาล 5  แขวงออเงิน  เขตสายไหม กรุงเทพฯ หลังได้รับร้องเรียนว่าทางร้านเปิดให้บริการเกิดเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ จากการตรวจสอบร้านดังกล่าวพบ นักท่องเที่ยวกำลังนั่งล้อมวงดื่มสุรา โดยไม่เว้นระยะห่าง เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 อันเป็นการมั่วสุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เป็นการฝ่าฝืนประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548  เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้สอบถามทางเจ้าของร้านคือ นายปรินเอก  พัฒนตวงธนา  อายุ 42  ชาว  ต.ลำผักกูด  อ.ธัญบุรี  จ.ปทุมธานี ก่อนแจ้งข้อหา1. เปิดสถานบริการเกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนด ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 2.จำหน่ายสุราเกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนด    พร้อมด้วยของกลาง สุราไทย ยี่ฮ้อรีเจนซี่ จำนวน 1 ขวด ก่อนที่จะทำการตรวจสอบนักท่องเที่ยวและพนักงานร้าน พร้อมแจ้งข้อหา  ใบยาเคหรือเคตามีนชนิดผงอยู่ภายในธนบัตรฉบับ 20 บาท (น้ำหนักชั่งรวมธนบัตร 1.21) จึงแจ้งข้อหาครอบครองยาเสพติดประเภท 2 เคตามีน และ ข้อหา ฝ่านฝืน พรก.ฉุกเฉิน (มั่วสุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป)

 

พ.ต.อ.วาสุเทพ กล่าวว่า การตรวจค้นตัวนายบอล พบธนบัตรฉบับละ 20 บาท พับไว้เป็นสี่เหลี่ยมผิดสังเกตจึงได้เปิดคลี่ดูต่อหน้านายบอล พบว่าเป็นยาเคหรือเคตามีนชนิดผง (น้ำหนักชั่งรวมธนบัตร 1.21) อยู่ภายในธนบัตรดังกล่าว ซึ่งนายบอลได้ให้การรับสารภาพว่ายาเคตามีนนั้นเป็นของตนจริง เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจปัสสาวะของนักท่องเที่ยวทั้ง 16 ราย พบว่ามีสีม่วง 10 ราย จึงนำผลตรวจปัสสาวะส่งพิสูจน์สารที่ รพ.ธัญญารักษ์ ซึ่งผลปรากฏว่าเป็นสารเสพติด เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สน.คันนายาวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

อาเซียนแชมป์ผู้ต้องขังหญิงล้นคุก นักวิชาการจี้ใช้กระบวนการบำบัดฟื้นฟูก่อนส่งผู้ต้องขังคืนสู่สังคม


งานวิจัยเผยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอัตราผู้ต้องขังหญิงสูงสุดในโลก คดียาเสพติดครองแชมป์กว่า 80% เหตุเกี่ยวข้องปัญหาสังคม ความยากจน ความรุนแรงในครอบครัว ด้านนักวิชาการหนุนใช้ยุติธรรมทางเลือก สร้างกรอบการบำบัดฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพ หวังสร้างชีวิตหลังพ้นโทษอย่างมีคุณภาพ
ลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ

ร็อบ อัลเลน นักวิจัยอิสระเปิดเผยถึงผลวิจัยเรื่องการส่งต่อผู้ต้องขังหญิงคืนสู่สังคม (Social reintegration) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลาว พม่า สิงคโปร์ และไทย มีอัตราการจำคุกในเพศหญิงต่อจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมดมากที่สุดในโลก คิดเป็น 10% ของจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมด โดย 4 ใน 5 ของการกระทำผิดของผู้ต้องขังหญิงในไทยและอินโดนีเซียมีมูลเหตุของการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด

เมื่อพิจารณาถึงคดียาเสพติดของผู้ต้องขังหญิง พบว่า ปัจจัยที่ทำให้ผู้ต้องขังหญิงข้องเกี่ยวกับยาเสพติดมาจากปัญหาความยากจน และต้องการหารายได้มาจุนเจือครอบครัว โดยผู้ต้องขังหญิงในคดียาเสพติดมักจะถูกบังคับ หรือ ถูกทำร้ายร่างกาย ให้เป็นผู้ค้ายาหรือส่งต่อ ซึ่งผู้ต้องขังหญิงที่ผ่านประสบการณ์เหล่านี้มีความเสี่ยงสูงในการกระทำผิดซ้ำ ส่วนการครอบครองยาเสพติดไว้เพื่อเสพเป็นปัจจัยรองลงมา ซึ่งเหตุจูงใจที่ทำให้ผู้หญิงใช้ยาเสพติด มาจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัว  

 อัลเลน กล่าวเสริมว่า การแก้ไขปัญหานักโทษล้นเรือนจำนั้น จำเป็นต้องมองปัญหา และกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งกระบวนการตั้งแต่ต้นตอจนถึงแนวทางแก้ปัญหา ไม่เพียงแค่การศึกษาเหตุจูงใจในการกระทำผิด การบำบัดฟื้นฟูเพื่อคืนผู้ต้องหญิงคืนสู่สังคม แต่ยังควรคำนึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังพ้นโทษอย่างมีคุณภาพ การประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยต่อการส่งกลับสู่ครอบครัว นอกจากนี้ รัฐบาล และภาคประชาสังคมควรมีบทบาทในการสนับสนุนชีวิตหลังพ้นโทษอย่างมีคุณภาพอย่างจริงจัง ทั้งการสนับสนุนทางการเงินหรือกลไกความร่วมมือในระดับท้องถิ่น และระดับประเทศ

 

บำบัด-ฟื้นฟู ลดทำผิดซ้ำ

มิวเรียล จอร์แดน เอธวินยอน เจ้าหน้าที่ด้านการป้องกันอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมทางอาญาแห่ง UNODC  กล่าวว่า กระบวนการบำบัดฟื้นฟูก่อนส่งคืนผู้ต้องขังสู่สังคมเป็นขั้นตอนที่มีข้อผูกพันกับกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับ ทั้งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและ
สิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาพหุภาคีด้านสิทธิมนุษยชน ข้อกำหนดเนลสันเเมนเดลลา (Mandela Rules) ซึ่งเป็นข้อกำหนดขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง รวมถึงข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules) ซึ่งเป็นข้อกำหนดของสหประชาชาติว่าการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง

 กฎกติการะหว่างประเทศทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว มีจุดมุ่งหมายเพื่อการลดอัตราการกระทำผิดซ้ำและมุ่งสร้างความปลอดภัยต่อสาธารณะ ปัจจุบันงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า กระบวนการบำบัดฟื้นฟูก่อนส่งคืนผู้ต้องขังหญิงสู่สังคมผ่านการให้การศึกษา การฝึกอบรมอาชีพ และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ช่วยลดอัตราการกระทำผิดซ้ำได้ โดยเฉพาะในกรณีของผู้ต้องขังหญิงที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงถึง 50% นับตั้งแต่ปี 2543

 ทั้งนี้ ขั้นตอนการส่งคืนผู้ต้องขังสู่สังคมจำเป็นต้องกระทำตั้งแต่ก่อนพ้นโทษไปจนถึงพ้นโทษไปแล้ว เพื่อให้เห็นภาพทั้งหมดของเหตุจูงใจการกระทำผิดซ้ำตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางของปัญหา เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ปัญหายาเสพติด ความยากลำบากในการหาที่อยู่อาศัยและการประกอบอาชีพ หลังพ้นโทษ

 

สำรวจความก้าวหน้า “การลดการกระทำผิดซ้ำ” ในโบลิเวีย-อินโดฯ

มิวเรียล กล่าวว่า เพื่อเป็นการลดอัตรากระทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ ในโบลิเวียมีการอบรมให้ความรู้ด้านการประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมที่มีความต้องการสูงอย่างอุตสาหกรรมก่อสร้าง และยังมีรายได้สูงกว่ารายได้ขั้นต่ำถึง 25% โดยมองว่า การอบรมเป็นการเสริมศักยภาพในการประกอบอาชีพ ทำให้มีความมั่นคงทางการเงิน และทำให้กลับไปสู่ชีวิตปกติอย่างยั่งยืน ไม่กระทำผิดซ้ำอีก

นอกจากนี้ ในโบลีเวียเอง ยังมีความร่วมมือกับสมาคมผู้ประกอบการก่อสร้างหญิง ช่วยสนับสนุนและให้โอกาสในการทำงาน ไปจนถึงการก่อร่างสร้างกิจการของตัวเอง

ไอชยา ยูลีอานี เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการความยุติธรรมอาญา UNODC กล่าวว่า ในช่วงระยะเวลาก่อนพ้นโทษ ผู้ต้องขังหญิงของอินโดนีเซียจะได้การสนับสนุนเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนพ้นโทษ เช่น การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต การบำบัดการติดบุหรี่ การได้รับโอกาสในการพบเจอสมาชิกในครอบครัว

ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียมีความก้าวหน้าด้านกฎหมายเช่นกัน โดยมีการตรากฎหมายที่ระบุให้ครอบครัวที่พบสมาชิกในครอบครัวมีอาการติดยาเสพติดต้องมีการรายงานต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งกฎหมายนี้มีส่วนช่วยในการให้ครอบครัวเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้รับการยอมรับและกลับมาสู่สังคมและครอบครัวได้ง่ายยิ่งขึ้น

 

อัตราการทำผิดซ้ำผู้ต้องขังหญิงไทยสูง

ชลธิช ชื่นอุระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมข้อกำหนดกรุงเทพและการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยหรือ TIJ กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมราชทัณฑ์พบว่า ประเทศไทยมีนักโทษจำนวนประมาณ 380,000 ราย เป็นผู้ต้องขังหญิงราว 48,000 ราย คิดเป็น 12.6% มีอายุเฉลี่ยที่ 34 ปี ส่วนใหญ่ได้รับโทษจำคุก 2-5 ปี (44%) ตามด้วย 5-10 ปี (18%) และ 20-50 ปี (10%) นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้กระทำผิดมีมูลเหตุจากคดียาเสพติดคิดเป็น 83% ตามด้วยคดีลักทรัพย์ 10.3% และคดีประทุษร้ายทำร้ายร่างกาย 1.4%

ในแง่ของการศึกษา ผู้ต้องขังหญิงถึง 2 ใน 3 ได้รับการศึกษาต่ำกว่าระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และ 80% ของผู้ต้องขังอยู่ในสถานะ “แม่”

 

อัตราการกระทำผิดซ้ำมีสูงถึง 34% ในกลุ่มผู้ต้องขังหญิงที่พ้นโทษไปแล้ว  3 ปี ตามด้วยผู้ต้องขังที่พ้นโทษไปแล้ว 2 ปี (26%) และผู้ต้องขังที่พ้นโทษไปแล้ว 1 ปี (14.5%) ซึ่งอัตราการกระทำผิดซ้ำนั้นมีสาเหตุหลัก
2 ประการ ได้แก่ 1. ขาดการบำบัดฟื้นฟูที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ อันเนื่องมาจากปัญหานักโทษล้นคุก 2. ปัญหาที่ประสบหลังพ้นโทษ เช่น การถูกตีตราจากสังคม ความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำ ปัญหาว่างงาน ครอบครัวแตกแยก และปัญหาที่อยู่อาศัย

สำหรับประเทศไทย มีความพยายามในการลดอัตราการกระทำผิดซ้ำหลากหลายวิธี ตัวอย่างเช่น การจัดให้มีโปรแกรมบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขังหญิงก่อนส่งคืนสู่สังคม การจัดตั้งศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ หรือ ศูนย์ CARE โดยกรมราชทัณฑ์ เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขังให้มีงานทำ สอดคล้องกับภูมิหลังหรือวิถีชีวิตจริงนอกเรือนจำท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคม นอกจากนี้ เมื่อต้นปี รัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุนการจ้างงานผู้ต้องขังหลังพ้นโทษของภาคธุรกิจและกิจการเพื่อสังคมผ่านมาตรการภาษี

 

ขณะเดียวกัน TIJ ยังได้ส่งเสริมรูปแบบความร่วมมือในรูปแบบภาคีพันธมิตรทางสังคม (Social partnership model) โดยสร้างความร่วมมือจากพันธมิตรทางสังคม 9 กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญภายนอก นักบำบัดวิทยา ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมสร้างสุขภาพใจ การจัดการการเงิน การพัฒนาอาชีพ การวางแผนธุรกิจ การหวนคืนสู่ครอบครัว และความช่วยเหลือหลังพ้นโทษ เป็นต้น ซึ่งโครงการ
นำร่องดังกล่าว ได้ทดลองใช้แล้วที่เรือนจำกลาง จ.พระนครศรีอยุธยา โดยให้การอบรมแก่ผู้ต้องขังหญิงจำนวน 34 ราย เป็นเวลาทั้งสิ้น 250 ชั่วโมง ในระยะเวลา 3 เดือนก่อนพ้นโทษ

นอกจากนี้ ยังมีกระบวนการติดตามความคืบหน้าคุณภาพชีวิตหลังพ้นโทษ เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และจะไม่กระทำผิดซ้ำอีก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้กระบวนการบำบัดฟื้นฟูและคืนผู้ต้องขังคืนสู่สังคมชะงัก เนื่องจากข้อจำกัดในการติดต่อกับครอบครัวและบุตรของผู้ต้องขัง ขณะเดียวกัน มีปัจจัยเรื่องความกังวล และความเครียดเข้ามาเกี่ยวข้อง กระบวนการให้ความรู้ การฝึกอาชีพต้องยกเลิกกลางครัน ทำให้ไม่สามารถสร้างความมั่นใจในแง่ของคุณภาพชีวิตหลังพ้นโทษของผู้ต้องขังได้

 

 

 

 

 


ชาวบ้านเกาะหลักร้อง ‘ผู้ว่าฯประจวบ’ ผวาขอทำเหมืองแร่ในเขตชุมชน...

  ชาวบ้านตำบลเกาะหลัก ประจวบคีรีขันธ์ ร้องผู้ว่าประจวบฯ หลังบริษัททำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรม ขอทำเหมืองแร่ในเขตพื้นที่ชุมชน ชาวบ้านเกรงได้รับค...